คำศัพท์ Forex

12 คำศัพท์ Forex ที่ต้องรู้มีอะไรบ้าง?

135

12 คำศัพท์ Forex ที่ต้องรู้มีอะไรบ้าง? บทความนี้คงเป็นบทความแรกๆสำหรับผู้ที่สนใจสร้างรายได้จากตลาด Forex เนื่องจากผู้คนส่วนมากต่างก็ต้องการอิสระภาพทางการเงินด้วยกันทั้งนั้น จึงทำให้การหารายได้เสริมในปัจจุบันเป็นที่นิยมอย่างมาก และ Forex เองก็เป็นหนึ่งในหลายๆสิ่งที่เป็นคำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการมีรายได้โดยที่ไม่ต้องเจอกับเพื่อนร่วมงานที่ขี้เกียจหรือหัวหน้าที่ขี้บ่าน แต่สามารถทำกำไรได้จากที่บ้านและสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาแค่มีอินเตอร์เน็ตกับสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ ส่วนบทความนี้ผมจะพาผู้ที่สนใจาร้างรายได้จากตลาด Forex ไปรู้จักกับคำศัพท์ที่คุณต้องรู้ก่อนที่จะเริ่มต้นเข้ามาทำกำไรในตลาด Forex อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นคำศัพท์พื้นฐานง่ายๆในตลาด Forex และเป็นการเรียนรู้ข้อมูลเบื้องต้นของตลาดเงินนี้ไปในตัวอีกด้วย เพราะว่าคำศัพท์ในตลาด Forex มีความสำคัญอย่างมาก จึงอยากให้คุณตั้งใจเรียนรู้บทความนี้อย่างละเอียด เพื่อที่ต่อไปคุณจะเข้าใจความหมายของคำศัพท์ต่างๆในตลาด Forex มากยิ่งขึ้น

1. Forex คืออะไร?

Forex เป็นคำเรียกที่มาจากคำว่า “Foreign Exchange market” ซึ่งหมายความว่า ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระว่าประเทศ และมีการซื้อขายที่เยอะมากๆ มากขนาดตลาดทั่วโลกรวมกันยังไม่เท่ากับตลาด Forex เพราะว่าตลาด Forex นั้นมีการซื้อขายต่อวันมากกว่า 5-7 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ จึงทำให้มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันมากกว่าตลาดเงินทั่วโลกถึง 23 เท่าเลยทีเดียว และปัจจุบันมีผู้คนจำนวนมากที่เข้ามาทำกำไรจากตลาดเงินนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะว่ามีเงินหมุนเวียนในตลาด Forex อย่างมหาศาล จึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดเทรดเดอร์มือใหม่จำนวนมากให้เข้ามาเก็งกำไรจากตลาด Forex และการทำกำไรจากตลาด Forex ก็คือ การเก็งกำไรของสกุลเงินต่างๆ ด้วยการซื้อมาในราคาที่ถูกแล้วขายไปในราคาที่แพงกว่า

 

2. โบรกเกอร์ (Broker) คืออะไร?

“โบรกเกอร์ (Broker)” เป็น “นายหน้า” หรือ “คนกลาง” ที่ทำหน้าที่รับคำสั่งซื้อขายจากเทรดเดอร์รายย่อยอย่างคุณไปยังศูนย์กลางของตลาด Forex ซึ่งมีเหตุผลอยู่ว่า เทรดเดอร์รายย่อยอย่างเราไม่สามารส่งคำสั่งซื้อขายไปยังศูนย์กลางของตลาด Forex ได้ จึงต้องมีคนกลางที่คอยรับคำสั่งซื้อขายของคุณหรือเทรดเดอร์รายย่อยไปยังศูนย์กลางของตลาด Forex ซึ่งโบรกเกอร์เหล่านี้จะมีรายได้จากค่าบริการต่างๆ, ค่าคอมมิชชั่น, ค่าสเปรด เท่านั้น คำสั่งซื้อขายของคุณจึงไม่เกี่ยวกับรายได้ของโบรกเกอร์ เพราะหน้าที่ของโบรกเกอร์คือเป็นตัวกลางระหว่างคุณและศูนย์กลางของตลาด Forex เท่านั้น และยังจะแบ่งได้อีก 2 ประเภท ได้แก่

  1. โบรกเกอร์แบบ Dealing Desk ( Market Maker )
  2. โบรเกอร์แบบ Non Dealing Desk

 

3. เทรดเดอร์ (Trader) คืออะไร?

เทรดเดอร์ ในทางการเงินคือ คนที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ เช่น ตราสารหนี้ หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ Forex เป็นต้น ส่วนคนที่ซื้อขายสกุลเงินในตลาด Forex เราจะเรียกว่า เทรดเดอร์ Forex ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกแทนตัวคุณในตลาด Forex และเทรดเดอร์ในตลาด Forex ยังสามารถแบ่งประเภทได้อีก 3 ประเภท ได้แก่

  1. เทรดเดอร์ที่วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundament Aanalysis)
  2. เทรดเดอร์ที่วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)
  3. เทรดเดอร์ที่ไม่มีการวิเคราะห์อะไรทั้งสิ้น (เทรดมั่ว)

 

4. คู่เงิน Forex คืออะไร?

คู่เงิน Forex คือ สิ่งที่เทรดเดอร์ Forex ทำการซื้อขายในตลาดเงินนี้ โดยการเก็งกำไรของสกุลเงินต่างๆ ด้วยการซื้อมาในราคาที่ถูกแล้วขายไปในราคาที่แพงกว่า ส่วนคู่เงินนั้นเกิดมาจาการที่เรานำสกุลเงินต่างๆมาเปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนกัน

ตัวอย่าง

  • ยูโรเทียบเงินดอลลาร์        : EUR/USD
  • ดอลลาร์เทียบเงินเยน         : USD/JPY
  • ดอลลาร์เทียบฝรังก์สวิส    : USD/CHF
  • ปอนด์เทียบดอลลาร์          : GBP/USD

คู่เงินในตลาด Forex นั้นมีมากมายและยังสามารถแบ่งออกเป็นอีก 2 ประเภท ได้แก่

คู่เงินหลัก (Base currency)

คู่เงินหลัก (Base currency) หมายถึง “สกุลเงินหลัก” คู่เงินจะมีสกุลเงินหลักอยู่ทุกคู่ สกุลเงินหลักนั้นจะต้องเป็นสกุลเงินตัวที่อยู่ข้างหน้า โดยสกุลเงินหลักจะเป็นตัวที่ใช้อ้างอิงในการซื้อขายอยู่เสมอ เช่น

  • USD/EUR = 1.125000 สกุลเงินหลักที่ใช้อ้างอิงคือ USD หมายความว่าคุณต้องใช้เงิน 1.25000 ดอลลาร์ เพื่อซื้อสกุลเงินหลักจำนวน 1 ดอลลาร์

คู่เงินรอง (Quote currency)

คู่เงินรอง Quote currency หมายถึง “สกุลเงินอันดับที่สอง” ซึ่งหลักการก็จะเหมือนกับคู่เงินหลัก แต่คู่เงินรองจะเป็นคู่เงินอันดับที่ 2 และมีในทุกๆคู่ ซึ่งสกุลเงินอันดับสองจะต้องเป็นสกุลเงินตัวที่อยู่ข้างหลัง โดยสกุลเงินอันดับที่สองจะเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการนำไปซื้อสกุลเงินหลักอยู่เสมอ

  • เช่น USD/JPY = 100.25 สกุลเงินหลักที่ใช้อ้างอิงคือ USD  หมายความว่าคุณต้องใช้เงิน 100.25 เยน เพื่อที่จะซื้อสกุลเงินหลักจำนวน 1 ดอลลาร์

 

5. ปิ๊ป (Pip) และ จุด (Point) คืออะไร?

“ปิ๊ป (Pip)” และ “จุด (Point)”  คือ หน่วยที่เอาไวเ้รียกการเคลื่อนที่ของราคาในตลาด Forex

  • ปิ๊ป (Pip) ใช้นับจุดทศนิยมตำแหน่งที่ 4 และ 2
  • จุด (Point) ใช้นับจุดทศนิยมตำแหน่งที่ 5 และ 3

 

6. Time Frame คืออะไร?

Time Frame หรือ TF มีความหมายตรงตัวเลยนั่นก็คือ Time แปลว่า เวลา ส่วน Frame ก็แปลว่า กรอบ ซึ่งรวมกันแล้วก็จะมีความหมายว่า “กรอบเวลา” คือ เวลาในการซื้อขายที่คุณกำหนดว่าจะซื้อขายในช่วงเวลาเท่าไหร่ เช่น M1, M5, M15, M30, H1, H4, D1, W1, MN ส่วนการเลือกก็จะขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบเทรดในช่วงเวลาไหน และสามารถเลือกได้ในโปรแกรม Matatrader ซึ่งก็คือโปรแกรมซื้อขาย Forex นั่นเองครับ

 

7. Spread, Bid, Ask คืออะไร?

  • Spread (สเปรด) ในกรอบสีแดง คือ เงินที่คุณต้องจ่ายให้กับโบรเกอร์ ซึ่งเงินส่วนนี้ก็คือค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมที่คุณต้องเสียให้กับโบรกเกอร์ตอนที่คุณเปิดออเดอร์ ซึ่งเป็นส่วนต่างของราคา Bid กับราคา Ask เช่น เมื่อคุณเปิดออเดอร์ Buy หรือ Sell ออเดอร์ที่คุณเปิดก็จะติดลบทันที และให้คุณจำเอาไว้ว่าราคา Bid กับ ราคา Ask จะมีราคาที่ไม่เท่ากันเพราะ ราคา Ask จะมีราคาสูงกว่า ราคา Bid เสมอ
  • Bid ในกรอบสีเขียว คือ ราคาที่โบรเกอร์รับซื้อจากเรา เช่น ถ้าคุณจะเปิดออเดอร์ Sell ก็ให้คุณดูที่ราคา Bid
  • Ask ในกรอบสีเหลือง คือ ราคาที่โบรกเกอร์ขายให้กับเรา เช่น ถ้าคุณจะเปิดออเดอร์ Buy ก็ให้คุณดูที่ราคา Ask

8. Leverage คืออะไร?

Leverage คือ สิ่งที่จะทำให้คุณหรือเทรดเดอร์ในตลาด Forex มีอำนาจการซื้อขายที่มากยิ่งขึ้น ส่วนการเลือก Leverage จะมีมีให้คุณเลือกตั้งแต่ 1:1 ไปจนถึง 1:ไม่จำกัด ซึ่งแต่ละโบรกเกอร์ก็จะมี Leverage ให้เลือกด้วยจำนวนที่แตกต่างกัน เช่น

  • Leverage 1:2 = มีเงิน $100 สามารถซื้อขายได้ $200
  • Leverage 1:10 = มีเงิน $100 สามารถซื้อขายได้ $1,000
  • Leverage 1:100 = มีเงิน $100 สามารถซื้อขายได้ $10,000
  • Leverage 1:1000 = มีเงิน $100 สามารถซื้อขายได้ $100,000
  • Leverage 1:2000 = มีเงิน $100 สามารถซื้อขายได้ $200,00

*จากตัวอย่างเห็นได้ชัดว่ายิ่งเราเลือก Leverage สูงเท่าไหร่ก็จะทำให้มีอำนาจการซื้อขายที่มากขึ้น ตอนเราได้กำไรก็จะได้มากขึ้น ตอนเราขาดทุนก็จะเสียมากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

9. Balance, Equity, Margin คืออะไร?

Balance คือ เงินในบัญชี Forex ของคุณ ที่จะบอกว่าเงินในบัญชีของคุณมีทั้งหมดเท่าไหร่ ซึ่งค่า Balance ของคุณจะแสดงเงินในบัญชีที่มีอยู่ทั้งหมดและจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงถ้าคุณเปิดออเดอร์ แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นผลกำไรหรือขาดทุนก็ต่อเมื่อคุณปิดออเดอร์ที่เปิดไว้แล้วเท่านั้น

Equity คือ เงินในบัญชี Forex ที่มีความหมายเดียวกันกับ Balance แต่จะไม่เหมือนกันตรงที่ Equity จะเป็นเงินที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหรือที่เรียกกันว่า เงินในบัญชีแบบเรียลไทม์  ซึ่งค่า Equity จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาถ้าคุณยังไม่ปิดออเดอร์ที่เปิดค้างไว้

Margin คือ เงินที่ประกันไว้กับโบรกเกอร์ ซึ่งเงินส่วนนี้โบรกเกอร์จะคืนให้เมื่อปิดออเดอร์แล้ว ซึ่งมีความคล้ายกับการพนันที่คุณต้องลงเงินประกันไว้ก่อนเล่น หากว่าชนะคุณก็จะได้กำไรและเงินที่ประกันไว้ในตอนแรกคืนทั้งหมด

 

10. แนวโน้ม คืออะไร?

แนวโน้ม (Trend) คือ การเคลื่อนที่ของราคาที่สามารถบอกคุณได้ว่าราคาเคลื่อนที่ไปทางไหน ซึ่งมีทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่

  1. แนวโน้มขาขึ้น (Up Trend)
  2. แนวโน้มขาลง (Down Trend)
  3. แนวโน้มเคลื่อนที่ไปด้านข้าง (Sideway)

แนวโน้มแต่ละประเภทก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันถ้าคุณสนใจเรื่องนี้ก็สามารถเข้าไปศึกษาได้ในบทความเรื่อง “แนวโน้ม” ได้เลยครับ และการหาแนวโน้มเราก็จะใช้เครื่องมือช่วยนั่นก็คือ Indicator ซึ่งสามารถใช้ทำอะไรหลายๆอย่างได้ในตลาด Forex

 

11. Indicator คืออะไร?

Indicator (อินดิเคเตอร์) คือ ตัวชี้วัดหรือเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ทิศทางของราคา ส่วนการคำนวณก็จะใช้ข้อมูลทางคณิตศาตร์มาคำนวณด้วยสูครต่างๆ เพื่อช่วยให้เทรดเดอร์ตัดสินใจซื้อขายได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น

 

12. Take profit และ Stop Loss คืออะไร?

Take Profit คือ จุดทำกำไร ซึ่งใช้เป็นจุดที่เทรดเดอร์คิดว่าราคาจะไปถึงเป้าหมายที่คาดการณ์เอาไว้ และเมื่อราคาไปถึงจุดหรือเส้น Take Profit ออเดอร์นั้นก็จะปิดเพื่อทำกำไรโดยอัตโนมัติ

Stop Los” คือ จุดหยุดขาดทุน ซึ่งใช้เป็นจุดที่เทรดเดอร์คิดว่าราคาไม่น่าจะไปถึงหรือใช้เป็นจุดที่เผื่อเอาไว้ก่อน ถ้าราคาไม่เป็นไปตามที่วิเคราะห์เอาไว้จะได้ไม่ขาดทุนโดยไม่จำเป็น และถ้าราคาไม่เป็นตามที่คาดการณ์ไว้จนมาถึงจุดหรือเส้น Stop Loss ออเดอร์นั้นก็จะปิดเพื่อหยุดขาดทุนโดยอัตโนมัติ




error: Content is protected !!