Dow Theory

ทฤษฎีดาว (Dow Theory) พื้นฐาน Forex เบื้องต้น เทรดเดอร์ทุกคนต้องรู้!!

497

ทฤษฎีดาว (Dow Theory) ถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐาน Forex เบื้องต้น ที่เทรดเดอร์ต้องรู้เลยก็ว่าได้เนื่องจากว่า ทฤษฎีดาว (Dow Theory) เป็นหนึ่งในทฤษฎีที่โด่งดังไปอย่างกว้างขวาง เทรดเดอร์ที่ใช้การวิเคราะห์กราฟราคาด้วยปัจจัยทางเทคนิค 90% ย่อมรู้จักทฤษฎีดาว (Dow Theory) เรียกได้ว่าเป็นต้นฉบับของการวิเคราะห์กราฟปัจจัยทางเทคนิค หากไม่มีทฤษฎีดาว (Dow Theory) ก็อาจจะไม่มีการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคอย่างในทุกวันนี้ก็เป็นได้ ดังนั้นเทรดเดอร์ในตลาด Forex ไม่ควรมองข้ามทฤษฎีดาว (Dow Theory) ไปโดยเด็ดขาด

ทฤษฎีดาว (Dow Theory) พื้นฐาน Forex

ทฤษฎีดาว (Dow Theory) เป็นหนึ่งศาสตร์พื้นฐานของการวิเคราะห์กราฟราคาปัจจัยทางเทคนิคคอล (Technical Analysis) หรือพื้นฐาน Forex โดยผู้ที่คิดค้นทฤษฎีดาว Dow Theory  คือนาย Charles H. Dow ซึ่งหลายคนเชื่อว่าทฤษฎีดาว (Dow Theory) เป็นต้นแบบของทฤษฎีคลื่นอีเลียต (Elliott Wave)

แนวโน้มตามหลักทฤษฎีดาว (Dow Theory)

1. Primary Trend (แนวโน้มใหญ่)

Primary Trend (แนวโน้มใหญ่) หรือแนวโน้มระยะยาว โดยปกติแล้วแนวโน้มนี้จะกินเวลาตั้งแต่ 200 วันขึ้นไป ในบางครั้งอาจจะกินเวลายาวนานถึง 4 ปี ลักษณะแนวโน้มก็เหมือนเรื่องแนวโน้มทั่วไป แบ่งเป็น 2 แนวโน้ม

  • แนวโน้มขาขึ้น จุดสูงสุดใหม่สูงกว่าจุดสูงเก่า และจุดต่ำสุดใหม่ต่ำอยู่สูงกว่าจุดต่ำสุดเก่า
  • แนวโน้มขาลง จุดสูงสุดใหม่ต่ำกว่าจุดสูงเก่า และจุดต่ำสุดใหม่ต่ำอยู่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดเก่า (ตรงข้ามกับแนวโน้มขาขึ้น)

2. Intermediate Trend (แนวโน้มรอง)

Intermediate Trend (แนวโน้มรอง) หรือแนวโน้มระยะกลาง มีลักษณะเหมือนกับ Primary Trend (แนวโน้มใหญ่) หรือแนวโน้มระยะยาวทุกอย่าง แต่แตกต่างกันตรงที่ระยะเวลาแนวโน้มเท่านั้น ซึ่งแนวโน้ม Intermediate Trend (แนวโน้มรอง) หรือแนวโน้มระยะกลาง โดยปกติแล้วแนวโน้มนี้จะกินเวลาตั้งแต่ 3 สัปดาห์ ในบางครั้งอาจจะกินเวลายาวนานหลายเดือนเลย

3. Minor Trend (แนวโน้มย่อย)

Minor Trend (แนวโน้มย่อย) หรือแนวโน้มระยะสั้น มีลักษณะเหมือนกับ Intermediate Trend (แนวโน้มรอง) หรือแนวโน้มระยะกลางทุกอย่าง แต่แตกต่างกันตรงที่ระยะเวลาแนวโน้มเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วแนวโน้มนี้จะกินเวลาตั้งแต่ 1 วัน แต่ไม่กินเวลาเกิน 3 สัปดาห์

 

ธรรมชาติของแนวโน้ม

ในทฤษฎีดาว (Dow Theory) นั้นจะแบ่งเป็นแนวโน้มออกเป็น 2 สภาวะตลาดได้แก่ Bull Market (ตลาดกระทิง) และ Bear Market (ตลาดหมี)

Bull Market (ตลาดกระทิง)

Bull Market (ตลาดกระทิง) หมายถึงตลาดที่อยู่ในสภาวะแนวโน้มขาขึ้น หรือ Uptrend สาเหตุที่เรียกว่า Bull Market หรือ ตลาดกระทิง ก็เพราะว่าลักษณะของกราฟราคามีการปรับตัวขึ้น มีการเด้งขึ้นของกราฟราคา ราวกับว่าโดนกระทิงขวิดขึ้น หลายคนจึงนึกถึงกราฟราคาที่โดนกระทิงขวิดขึ้น จึงตั้งชื่อว่า ตลาดกระทิง (Bull Market)

โดย Bull Market (ตลาดกระทิง) มีอยู่ 3 ช่วงระยะเวลาด้วยกัน

  1. ระยะสะสมหุ้น (Accumulation Phase) หมายถึงช่วงแรกที่ราคานั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาขึ้น น้อยคนที่จะซื้อว่าราคาจะมีการปรับตัวขึ้น ทำให้แทบไม่มีแรงซื้อเข้ามาในระยะนี้ แต่ก็มีแรงซื้อเข้ามาบ้างโดยเฉพาะจากผู้ที่ชอบซื้อของถูกหรือซื้อหุ้นราคาถูก เผื่อว่าอนาคตราคามันจะขึ้น
  2. ระยะกักตุนหุ้น (Participation Phase) เป็นช่วงต่อมาจากช่วงระยะแรก “ระยะสะสมหุ้น (Accumulation Phase)” ช่วงนี้เป็นช่วงที่ราคากำลังมีการปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ในระยะนี้จะจ้องราคาแบบไม่กระพริบตาเลยทีเดียว รอชัวร์กว่านี้ก่อนว่าราคาจะขึ้น หากมั่นใจแล้วเทรดเดอร์เหล่านี้จะแห่ซื้อเลย
  3. ช่วงตื่นทอง (Excess Phase) หลังจากผ่าน 2 ช่วงระยะมาได้แล้ว ระยะสะสมหุ้น (Accumulation Phase) และ ระยะกักตุนหุ้น (Participation Phase) จนมาถึงในช่วงนี้ ผู้คนจำนวนมากเริ่มมั่นใจแล้วว่าราคากำลังมีการปรับตัวขึ้น เทรดเดอร์ส่วนใหญ่เกิดความมั่นใจว่านี่คือแนวโน้มขาขึ้นแน่ๆ ทำให้เทรดเดอร์ส่วนใหญ่แห่เข้าซื้อเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาหุ้นมีการดีดตัวขึ้นสูงแบบรวดเร็ว รวดเร็วกว่าระยะแรกและระยะที่สองมาก อาจจะทำให้ราคาขึ้นไปสูงลิ้วหรือสูงแบบทวีคูณ เมื่อราคาปรับสูงจนเป็นที่น่าพอใจ ทำให้มีผู้คนบางส่วนเริ่มทะยอยขายหุ้นเพื่อทำกำไร เหตุการณ์นี้อาจจะส่งผลให้เป็นจุดเริ่มต้นของ Bear Market (ตลาดหมี)

Bear Market (ตลาดหมี)

Bear Market (ตลาดหมี) หมายถึงตลาดที่อยู่ในสภาวะแนวโน้มขาลง หรือ Downtrend สาเหตุที่เรียกว่า Bear Market หรือ ตลาดหมี ก็เพราะว่าลักษณะของกราฟราคามีการปรับตัวลง มีการเด้งลงของกราฟราคา ราวกับว่าโดนอุ้งมือของหมีตะปบลง หลายคนจึงนึกถึงกราฟราคาที่โดนอุ้งมือของหมีตะปบลง จึงตั้งชื่อว่า ตลาดหมี (Bear Market)

โดย Bear Market (ตลาดหมี) มีอยู่ 3 ช่วงระยะเวลาด้วยกัน

  1. ระยะแจกจ่าย (Distribution Phase) หมายถึงราคาหุ้นมีราคาสูง อาจจะสูงกว่าราคาที่ควรจะเป็น ทำให้ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผู้คนจำนวนมากเทขายหุ้น เพื่อทำกำไรและอาจจะกลัวว่าราคาขึ้นมาสูงเกินไปแล้ว กลัวราคาจะตกลง ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากระยะ “ช่วงตื่นทอง (Excess Phase)”
  2. ระยะตกใจ (Panic Phase) ระยะนี้เป็นระยะต่อจากระยะแจกจ่าย (Distribution Phase) แต่ระยะนี้มีแรงขายมากกว่าระยะก่อนหน้านี้ เนื่องจากว่าผู้คนจำนวนมากเริ่มเห็นแรงขายที่เข้ามาอย่างมหาศาล เทรดเดอร์บางคนที่เพิ่งเปิดออร์เดอร์ อาจจะ Stop Loss ไปเลยเพราะกลัวว่าราคามันจะขึ้นไปต่อไม่ไหวแล้ว
  3. ระยะรวบรวมกำลัง (Consolidation Phase) ในระยะนี้เป็นการลงขั้นรุนแรง เทรดเดอร์จำนวนมากรู้ในระยะนี้ รู้แล้วว่านี่คือแนวโน้มขาขึ้น ทำให้มีแรงขายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เทรดเดอร์คนใดที่เปิดออร์เดอร์แบบทำกำไรขาขึ้นไว้จะรีบ Stop Loss เพราะรู้ว่านี่คือแนวโน้มขาลง และเทรดเดอร์ที่ทำกำไรด้วยแนวโน้มขาลงจะปิดออร์เดอร์เพื่อทำกำไรทำให้ราคาตกเรื่อยๆ เมื่อราคาหุ้นตกต่ำลงลงมาก อาจจะทำให้เทรดเดอร์บางกลุ่มอยากซื้อหุ้นเก็บไว้ เผื่อหวังว่าวันหนึ่งราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของ Bull Market (ตลาดกระทิง)

Dow Theory




error: Content is protected !!