• โบรกเกอร์ยอดเยี่ยม ปี 2020

    # โบรกเกอร์  
    1 รีวิว โบรกเกอร์ exness 92%
  • วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundament Aanalysis) คืออะไร?

    วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

    วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundament Aanalysis) คืออะไร ?เทรดเดอร์ในตลาด Forex นั้นมีรูปแบบและเทคนิคการซื้อขายที่แตกต่างกันอย่างเช่น เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ในตลาด Forex นั้นชอบใช้ การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อขายไม่ว่าจะเป็นการใช้  Indicator หรือ Price Action และอื่นๆอีกมากมาย และก็ยังมีเทรดเดอร์ที่ชื่นชอบ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundament Aanalysis)” ที่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดในการเรียนยรู้ ซึ่งในบทความนี้ผมจะพาเทรดเดอร์ทุกๆท่านไปรู้จักกับการ “การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundament Aanalysis)” เพราะมันเป็นเรื่องที่เทรดเดอร์หลายๆคนให้ความสนใจ เนื่องจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานนั้นสามารถให้คุณเห็นภาพรวมของตลาดที่ใหญ่กว่ามาก แต่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานนั้นต้องใช้เวลาอย่างมากกว่าจะเข้าใจและ ถ้าหากว่าคุณมีความสนใจรูปแบบการวิเคราะห์ประเภทนี้ก็ให้ศึกษาเรียนรู้ให้มากๆจนกว่าจะเข้าใจและสามารถใช้มันเพื่อเป็นตัวช่วยตัดสินใจที่สามารถซื้อขายในตลาด Forex ได้อย่างมั่นคง

    วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundament Aanalysis) คืออะไร?

    “การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundament Aanalysis)” คือ การวิเคราะห์หาแนวโน้มที่สามารถส่งผลกระทบต่างๆต่อค่าเงินของประเทศนั้นๆ ซึ่งจะวิเคราะห์จากแนวโน้มของเศรฐกิจโดยจะมองจากภาพรวมภายในประเทศนั้นๆ หรือ ข่าวสารทางเศรฐกิจต่างๆที่จะมีผลต่อค่าเงิน ซึ่งผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะใช้เพื่อนำไปเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเข้าซื้อขายที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น และการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานนั้นมีอะไรบ้างไปดูกันเลยครับ

    วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานมีอะไรบ้าง?

    วิเคราะห์ทางเศรฐกิจ (Economic Analysis)

    “การวิเคราะห์ทางเศรฐกิจ” เป็นการวิเคราะห์เพื่อหาแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นถายในอนาคตของเศรฐกิจภายในประเทศหรือเศรฐกิจของโลก

    วิเคราะห์อุตสาหกรรม (Industry Analysis)

    “การวิเคราะห์อุตสาหกรรม”  การวิเคราะห์ภาพรวมของอุตสาหกรรม ซึ่งจะวิเคราะห์แนวโน้มของอุตสาหกรรมว่าจะมีอนาคตเป็นย่างไรและวิเคราะห์การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมกันเองว่าเป็นอย่างไร

    วิเคราะห์บริษัท (Company Analysis)

    “การวิเคราะห์บริษัท” เป็นการวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพท์ โดยจะใช้ผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ของบริษัทเพื่อเป็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพของบริษัทและปริมาณ

    ส่วนการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานนั้นไม่ได้ใช้การวิเคราะห์ 3 รูปแบบที่ว่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการใช้เรื่องอื่นๆเพื่อนำมาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจต่างได้อีกด้วย เช่น ข่าว Forex เพราะว่าข่าว Forex นั้นสามารถใช้คาดการณ์สิ่งๆต่างๆที่จะส่งผลกระทบต่อค่าเงินนั้นๆและทำให้แต่ละคู่สกุลเงินมีผลต่อกัน ซึ่งจะใช้ข้อมูลทางเศรษฐกิจทางการเงินภายในประเทศนั้นๆ ส่วนข่าวสารในตลาด Forex นั้นมีทั้งหมด 9 ประเภทได้แก่

    1. Non Farm (นอนฟาร์ม)

    ข่าว Non Farm เป็นข่าวที่มีผลกระทบต่อค่าเงินภายในประเทศนั้นที่มีผลค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นตัวเลขการจ้างงานของธุรกิจต่างๆภายในประเทศนั้นๆแต่ไม่รวมข่าวเกษตรกรรม ส่วนมากจะประกาศในวันพฤหัสบดีหรือวันศุกร์แรกของเดือน ซึ่งจะมีตัวเลขแสดงออกมาหากว่ามีข่าวออก และถ้าหากว่าตัวเลขแสดงออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้แปลว่ามันเป็นข่าวดี ซึ่งมีความหมายว่าประเทศนั้นๆมีการจ้างงานมากขึ้นเพราะว่ามีการใช้จ่ายมากขึ้น จึงส่งผลให้ให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆมีผลเป็นบวก แต่ถ้าตัวเลขที่แสดงออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้แปลว่ามันไม่ค่อยดี ซึ่งมีความหมายว่าประเทศนั้นๆมีการใช้จ่ายที่ค่อนข้างน้อยและส่งผลให้มีการจ้างงานที่น้อยลงด้วย จึงส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆมีผลเป็นลบ

    2. Unemployment Rate

    “Unemployment Rate” เป็นข่าวที่ประกาศวันเดียวกับข่าว Non Farm (นอนฟาร์ม) ซึ่งเป็นข่าวที่บอกถึงการว่างงานภายในประเทศนั้นๆ ถ้าหากว่าตัวเลขที่แสดงออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้แปลว่ามีอัตราการว่างงานสูง จึงทำให้ไม่เป็นผลดีกับเศรฐกิจ และส่งผลกระทบให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆปรับตัวลง ถ้าหากว่าตัวเลขที่แสดงออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้แปลว่ามีอัตราการว่างงานต่ำ จึงทำให้เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆมีการปรับตัวขึ้น

    3. GPD (Gross Domestic Product)

    “GPD (Gross Domestic Product)” เป็นข่าวที่ใช้มูลค่าทางการเงินและสินค้าบริการเป็นตัวชี้วัดเพื่อบ่งบอกถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศนั้นๆ ถ้าหากว่าตัวเลขที่แสดงออกมาสูง จะมีความหมายว่าศรษฐกิจภายในประเทศนั้นดี จึงส่งผลกระทบให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆปรับตัวขึ้น แต่ถ้าตัวเลขที่แสดงออกมาต่ำ จะมีความหมายว่าศรษฐกิจภายในประเทศนั้นๆไม่ดี จึงส่งผลกระทบให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆปรับตัวลง

    4. Trade Balance (ดุลการค้า)

    “Trade Balance (ดุลการค้า)” เป็นข่าวที่สามารถบอกถึงความแตกต่างของสินค้าและบริการว่ามีการนำเข้าหรือส่งออกมาน้อยขนาดไหน ถ้าหากว่าตัวเลขที่แสดงออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ มีความหมายว่ามีการส่งออกมากกว่าการนำเข้า และส่งผลให้ดุลการค้ามีค่าเป็นบวก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆมีการปรับตัวขึ้น แต่ถ้าหากว่าตัวเลขที่แสดงออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้จะมีความหมายว่ามีการนำเข้ามากกว่าการส่งออก และส่งผลให้ดุลการค้ามีค่าเป็นลบ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆมีการปรับตัวลง

    5. Retail Sales (ยอดค้าปลีก)

    “Retail Sales (ยอดค้าปลีก)” เป็นข่าวที่ใช้ยอดขายของการค้าปลีกภายในประเทศนั้นๆเป็นตัวบ่งบอกว่ามีการใช้จ่ายมากน้อยขนาดไหน ซึ่งจะประกาศในวันที่ 13 ของเดือน ถ้าหากว่าตัวเลขที่แสดงออกมาสูงก็จะทำให้การค้าปลีกสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบให้เศรฐกิจดีและทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆปรับตัวขึ้น แต่ถ้าตัวเลขที่แสดงนั้นออกมาต่ำก็จะทำให้การค้าปลีกต่ำลงจึงทำให้มีการนำเข้าสูงขึ้นด้วย  และส่งผลกระทบให้เศรฐกิจไม่ดีและทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆปรับตัว 

    6. Unemployment Claims

    “Unemployment Claims” เป็นข่าวที่บอกได้ว่ามีผู้มายื่นขอรับค่าสวัสดิการจากการว่างงาน ซึ่งจะประกาศทุกวันพฤหัสบดี ถ้าหากตัวเลขที่แสดงออกมาสูงจะมีความหมายว่ามีการว่างงานมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆมีการปรับตัวต่ำลง แต่ถ้าตัวเลขที่แสดงออกมาต่ำก็จะมีความหมายว่ามีการว่างงานที่น้อยลง และส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆมีการปรับตัวสูงขึ้น

    7. Producers Price Index (PPI)

    “Producers Price Index (PPI)” เป็นข่าวสามารถบ่งบอกได้ถึงราคาผู้ผลิต ซึ่งเป็นเหมือนกับตัวชี้วัดราคาของสินค้าส่ง ถ้าตัวเลขที่แสดงออกมาสูงจะส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆมีการปรับตัวสูงขึ้น แต่ถ้าค่าเงินที่แสดงออกมาต่ำก็จะส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆมีการปรับตัวต่ำลง

    8. Consumer Price Index (CPI)

    “Consumer Price Index (CPI)” เป็นข่าวที่สามารถบ่งบอกถึงดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งตัวเลขที่แสดงจะใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อมาใช้เป็นประจำ ถ้าหากว่าตัวเลขที่แสดงออกมาออกมาสูงก็จะทำให้ค่าเงินมีการปรับตัวสูงขึ้น แต่ถ้าตัวเลขที่แสดงออกมาต่ำก้จะทำให้ค่าเงินมีการปรับตัวต่ำลง

    9. Fomc (Federel Open Maket Committee)

    “Fomc (Federel Open Maket Committee)” เป็นข่าวที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะมันเป็นข่าวการประชุมครั้งสำคัญของคณะกำหนดนโยบายทางการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือที่เรียกกันว่า Fed ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแกว่งตัวมากกว่าปกติ  ถ้าตัวเลขที่แสดงออกมาสูงจะส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆมีการปรับตัวสูงขึ้น แต่ถ้าค่าเงินที่แสดงออกมาต่ำก็จะส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆมีการปรับตัวต่ำลง

    error: Content is protected !!
    Skip to toolbar