แนวโน้ม Forex

แนวโน้ม (Trend) คืออะไร? ความรู้พื้นฐาน Forex

60

แนวโน้ม Forex คืออะไร ? ความรู้พื้นฐาน Forex หากว่าคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่กำลังสนใจในตลาด Forex ละก็ความรู้พื้นฐานนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะว่าความรู้พื้นฐานนั้นสามารถช่วยให้คุณมีความรู้ความเข้าใจที่จะสามารถทำกำไรในตลาด Forex ได้ และคุณรู้บ้างไหมหากว่าคุณไม่มีความรู้เรื่องพื้นฐานต่างๆก็จะทำให้คุณเรียนรู้ได้ช้า และตลาด Forex นั้นมีความเสี่ยงสูงหากว่าเทรดเดอร์ไม่มีความรู้ความเข้าใจก็อาจจะทำให้ต้องขาดทุนจนต้องล้างพอร์ตได้เลย ซึ่งในบทความนี้ผมมีความรู้พื้นฐานที่เทรดเดอร์ Forex ทุกคนต้องเรียนรู้นั่นก็คือ “แนวโน้ม Forex” ซึ่งมันเป็นสิ่งสามารถใช้ทำอะไรได้หลายๆอย่างในตลาด Forex แต่เทรดเดอร์มือใหม่อาจจะยังไม่รู้ว่าแนวโน้มคืออะไร ผมจึงได้เขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นความรู้ให้กับเทรดเดอร์มือใหม่ที่ที่สนใจในตลาด Forex และได้นำความรู้นี้ไปใช้เพื่อทำกำไรในตลาด Forex ได้อย่างมั่นคง

แนวโน้ม (Trend) ในตลาด Forex คืออะไร?

เทรนด์ไลน์

“แนวโน้ม (Trend)” คือ การเคลื่อนที่ของราคาในตลาด Forex ที่สามารถบอกได้ว่าราคาจะเคลื่อนที่ไปทางไหนต่อ แนวโน้มขาขึ้น (Up Trend), แนวโน้มขาลง (Down Trend), แนวโน้มเคลื่อนที่ไปด้านข้าง (Sideway) ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกัน ได้แก่

1. Up Trend (แนวโน้มขาขึ้น)

“Up Trend (แนวโน้มขาขึ้น)” คือ แนวโน้มที่ราคาเคลื่อนที่เป็นขาขึ้นที่มีรูปแบบของราคาที่มีการปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแนวโน้มขาขึ้นจะมีลักษณะที่มี High ใหม่ สูงกว่า High เก่า Low ใหม่ สูงกว่า Low เก่า หรือถ้าให้อธิบายให้เข้าใจง่ายมากขึ้นก็คือ จุดสูงสุดใหม่ต้องมีความสูงกว่าจุดสูงสุกเก่าที่ราคาเคยไปถึง และ จุดต่ำสุดใหม่ต้องสูงกว่าจุดต่ำสุดเก่าที่ราคาเคยไปถึง

รูปตัวอย่างแนวโน้มขาขึ้น

2. Down Trend (แนวโน้มขาลง)

“Down Trend (แนวโน้มขาลง)” คือ แนวโน้มที่ราคาเคลื่อนที่เป็นขาลงที่มีรูปแบบของราคาที่มีการปรับตัวต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งแนวโน้มขาลงจะมีลักษณะที่มี High ใหม่ ที่ต่ำกว่า High เก่า และ Low ใหม่ ที่ต่ำกว่า Low เก่า หรือถ้าให้อธิบายให้เข้าใจง่ายมากขึ้นก็คือ จุดสูงสุดใหม่ต้องต่ำกว่า จุดสูงสุดเก่าที่ราคาเคยไปถึง และ จุดต่ำสุดใหม่ต้องต่ำกว่าจุดต่ำสุดเก่าที่ราคาเคยไปถึง

รูปตัวอย่างแนวโน้มขาลง

3. Sideway (แนวโน้มเคลื่อนที่ไปด้านข้าง)

“Sideway (แนวโน้มเคลื่อนที่ไปด้านข้าง)” คือแนวโน้มที่ราคามีรูปแบบเคลื่อนที่ไปด้านข้าง ซึ่งแนวโน้มประเภทนี้เป็นแนวโน้มที่ไม่แน่นอนชัดเจนและมีความผันผวนสูง ซึ่งแนวโน้ม Sideway จะมีลักษณะที่มี จุดสูงสุดใหม่ ที่ใกล้เคียงกับ จุดสูงสุดเก่า และ จุดต่ำสุดใหม่ ต้องใกล้เคียงกับ จุดต่ำสุดเก่า ซึ่งคุณสามารถใช้แนวโน้ม Sideway ในการทำกำไรจากการใช้ แนวรับ หรือ แนวต้าน เป็นจุดเข้าซื้อขาย

 

Bull Market (ตลาดกระทิง) คืออะไร?

“Bull Market (ตลาดกระทิง)” เป็นแนวโน้มในช่วงขาขึ้น (Up Trend) และที่เรียกกันว่าสภาวะตลาดกระทิง เนื่องจากในช่วงที่มีแนวโน้มขาขึ้นอย่างรุนแรงนั้นเหมือนกับโดนกระทิงขวิดราคาให้ขึ้นไป ซึ่งรูปแบบของแนวโน้มประเภทนี้เรียกกันว่า ตลาดกระทิง (Bull Market) และในตลาดกระทิงยังสามารถแบ่งช่วงระยะไว้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่

1. ระยะสะสมหุ้น (Accumulation Phase)

“ระยะสะสมหุ้น (Accumulation Phase)” คือ ระยะแรกเลยก็ว่าได้ที่ราคามีการเคลื่อนไหวที่น้อยมาก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของราคาที่เป็นแนวโน้มในช่วงขาขึ้น และในช่วงระยะนี้เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะซื้อหุ้นเก็บไว้เพราะว่าราคาช่วงนี้มีการปรับตัวลงค่อนข้างมาก และคิดว่าถ้าเค้าซื้อหุ้นในช่วงนี้จะสามารถซื้อหุ้นได้ถูกกว่า ซึ่งจะเก็บหุ้นนั้นไว้ทำกำไรในระยะยาว

2. ระยะกักตุนหุ้น (Participation Phase)

“ระยะกักตุนหุ้น (Participation Phase)” คือ ช่วงที่ต่อจากระยะสะสมหุ้น (Accumulation Phase) เพราะคนเริ่มรู้กันแล้วว่าช่วงระยะนี้เป็นแนวโน้มขาขึ้นจริงๆ และส่งผลให้เทรดเดอร์หลายๆคนเริ่มซื้อหุ้นในระยะกักตุนหุ้นมากขึ้นกว่าในช่วงระยะสะสมหุ้นอย่างมาก

3. ระยะตื่นทอง (Excess Phase)

“ระยะตื่นทอง (Excess Phase)” คือ ช่วงที่เป็นแนวโน้มขาขึ้นอย่างต่อเนื่องนานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ติดต่อกัน ซึ่งส่งผลให้มีการซื้อขายในช่วงระยะนี้มากที่สุดเพราะว่ามีความมั่นใจที่จะซื้อหุ้นในช่วงนี้มาก จึงทำให้ราคาหุ้นในช่วงนี้มีการปรับตัวสูงขึ้นมาก และเมื่อไหร่ที่ราคาหุ้นที่ขึ้นไปนั้นเป็นที่น่าพอใจก็จะทำการขายหุ้นออกเรื่อยๆ ซึ่งผลจากการกระทำแบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาลงหรือเรียกว่า “Bear Market (ตลาดหมี)”

 

Bear Market (ตลาดหมี) คืออะไร?

“Bear Market (ตลาดหมี)” เป็นแนวโน้มในช่วงขาลง (Down Trend) และที่เรียกกันว่าสภาวะตลาดหมี เนื่องจากในช่วงที่มีแนวโน้มขาลงอย่างรุนแรงนั้นเหมือนกับโดนหมีตบให้ราคาลงมา  ซึ่งรูปแบบของแนวโน้มประเภทนี้เรียกกันว่า ตลาดหมี (Bear Market) และในตลาดกระทิงยังสามารถแบ่งช่วงระยะไว้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่

1. ระยะแจกจ่าย (Distribution Phase)

“ระยะแจกจ่าย (Distribution Phase)” คือ ระยะที่เป็นช่วงแรกของแนวโน้มขาลง ที่มีการเคลื่อนไหวของราคาที่ค่อนข้างน้อยมาก และยังเป็นระยะที่เทรดเดอร์ซื้อหุ้นช่วงนี้เก็บไว้เพราะว่าราคาหุ้นลงมามากแล้ว จึงส่งผลให้ราคาหุ้นในช่วงนี้มีราคาที่ถูกและซื้อหุ้นเก็บไว้ทำกำไรในระยะยาว

2. ระยะกักตุนหุ้น (Participation Phase)

“ระยะตกใจ (Panic Phase)” คือ ระยะที่ต่อจากระยะแจกจ่าย เพราะคนเริ่มรู้กันแล้วว่าช่วงระยะนี้เป็นแนวโน้มขาลงจริงๆ และส่งผลให้เทรดเดอร์หลายๆคนเริ่มซื้อหุ้นในระยะตกใจมากขึ้นกว่าในช่วงระยะแจกจ่ายอย่างมาก และส่งผลให้เทรดเดอร์หลายๆคนเริ่มพากันขายหุ้นหรือปิดออเดอร์และ Stop Loss เพราะคิดว่าราคาไปต่อไม่ไหว

3. ระยะรวบรวมกำลัง (Consolidation Phase)

“ระยะรวบรวมกำลัง (Consolidation Phase)” คือ ช่วงที่เป็นแนวโน้มขาลงอย่างต่อเนื่องนานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ติดต่อกัน จึงส่งผลให้ราคาหุ้นในตอนนี้เป็นช่วงที่ต่ำมากเช่นกัน และเป็นช่วงที่เทรดเดอร์หลายๆคนขายเพื่อทำกำไร (Take Profit) หรือ หยุดขาดทุน (Stop Loss) ในระยะนี้




error: Content is protected !!