Bull Market คืออะไร

Bull Market และ Bear Market คืออะไร? 

113

Bull Market และ Bear Market คืออะไร? ในตลาด Forex นั้นมีคำศัพท์มากมายที่เทรดเดอร์มือใหม่นั้นยังไม่รู้ต้องเรียนรู้ เพราะว่าข้อมูลในตลาด Forex นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการซื้อขาย หากว่าคุณไม่รู้คำศัพต์ต่างๆก็จะทำให้คุณไม่เข้าใจสิ่งที่เทรดเดอร์คนอื่นๆหรือคนูผู้สอนว่าเค้าพูดหรือสื่อถึงอะไร ดังนั้นการศึกษาและเข้าใจสิ่งๆต่างในตลาด Forex จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอันดับแรกๆก่อนที่คุณจะเข้ามาซื้อขายแบบจริงจังในตลาดเงินนี้ เพราะว่าตลาเ Forex นั้นมีความผันผวนสูงถ้าคุณเข้ามาโดยที่ไม่มีควมรู้ความเข้าใจสื่งต่างๆก็อาจจะทำให้คุณขาดทุนจนหมดตัวได้ภายในไม่กี่นาที และสิ่งที่ผมอยากจะให้คุณเรียนรู้เป็นอย่างแรกเลยก็คือ คำศัพท์ Forex ซึ่งมันเป็นเรื่องพื้นฐานของทุกสิ่งจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหนังสือหรือสิ่งต่างๆ ก็จะมีคำศัพท์เฉพาะของมันอยู่ซึ่งในตลาด Forex นั้นจะมีคำศัพท์ต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน และคำศัพท์ในบทความนี้เป็นคำศัพท์ที่เทรดเดอร์ในตลาดเงินส่วนใหญ่ชอบพูดกันนั่นก็คือ “Bull Market” และ “Bear Market” ซึ่งคุณคงจะเคยได้ยินมาแล้วจากในตลาดหุ้นหรือในตลาด Forex ไม่มากก็น้อย แต่อาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของมันว่ามันคืออะไร ดังนั้นบทความนี้ผมจะพาเทรดเดอร์มือใหม่ทุกๆท่านไปรู้จักกับ Bull Market และ Bear Market ว่ามันคืออะไร และมีความหมายอย่างไรบ้าง แต่ก่อนที่ผมจะพาคุณจะไปรู้จักกับคำศัพท์ทั้ง 2 คำนี้ ผมอยากจะให้คุณไปรู้จักกับที่มาของมันซึ่งก็คือแนวโน้มในตลาด Forex และมันจะทำใหคุณเข้าใจความหมายของ Bull Market และ Bear Market มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

แนวโน้ม Forex คืออะไร?

“แนวโน้ม” หรือ “Trend” คือ สภาวะของราคาที่สามารถบอกเราได้ว่าราคาจะเคลื่อนที่ไปทางไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับเทรดเดอร์ Forex อย่างเราหรือในตลาดเงินอื่นๆ เพราะว่าแนวโน้มนั้นสามรถทำให้คุณคาดการณ์ว่าราคาจะเป็นอย่างไรและช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเปิดออเดอร์อีกด้วย ซึ่งแนวโน้มนั้นจะมีทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่

1. แนวโน้มขาขึ้น (Up Trend)

แนวโน้มขาขึ้น” เป็นแนวโน้มที่มีรูปแบบหรือลักษณะที่กราฟราคามีการปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ  แล้วทีนี้เราจะรู้ได้ยังไงว่าตอนนั้นเป็นแนวโน้มขาขึ้นก็ให้สังเกตกราฟราคาว่ามีการปรับตัวสูงขึ้นหรือไม่ หรือไม่ก็ดู จุดสูงสุด (High) และ จุดต่ำสุด (Low) ว่ามันเป็นอย่างไร ซึ่งถ้ามันเป็นแนวโน้มขาขึ้นวิธีสังเกตก็คือ

  • High ใหม่ ต้องสูงกว่า High เก่า
  • Low ใหม่ ต้องสูงกว่า Low เก่า

2. แนวโน้มขาลง (Down Trend)

แนวโน้มขาลง” เป็นแนวโน้มที่มีรูปแบบหรือลักษณะที่กราฟราคามีการปรับตัวตำลงเรื่อยๆ  แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตอนนั้นเป็นแนวโน้มขาลงก็ให้สังเกตกราฟราคาว่ามีการปรับตัวต่ำลงหรือไม่ หรือไม่ก็ดู จุดสูงสุด (High) และ จุดต่ำสุด (Low) ว่ามันเป็นอย่างไร ซึ่งวิธีสังเกตก็คือ

  • High ใหม่ ต้องต่ำกว่า High เก่า
  • Low ใหม่ ต้องต่ำกว่า Low เก่า

3. แนวโน้มเคลื่อนที่ไปด้านข้าง (Sideway)

“แนวโน้มเคลื่อนที่ไปด้านข้าง” หรือที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่เรียกว่า “Sideway” เป็นแนวโน้มที่มีความผันผวนสูงและมีทิศทางไมชัดเจน ส่วนการสังเกต Sideway ก็ให้คุณดูว่ากราฟราคานั้นมี จุดสูงสุด (High) และ จุดต่ำสุด (Low) ที่ใกล้เคียงกันหรือไม่ เพราะว่าแนวโน้ม Sideway นี้จะมี

  • High ใหม่ และ High เก่า จะมีจุดสูงสุดที่ใกล้เคียงกัน
  •  Low ใหม่ และ Low ใหม่ จะมีจุดต่ำสุดที่ใกล้เคียงกัน

ซึ่งในแนวโน้ม Sideway ก็ยังเป็นที่นิยมสำหรับเทรดเดอร์หลายๆคน

เทรนด์ไลน์

 

Bull Market (ตลาดกระทิง) คืออะไร?

“Bull Market (ตลาดกระทิง)” เป็นสภาวะตลาดที่เป็นแนวโน้มขาขึ้นที่เรียกกันว่าตลาดกระทิง เพราะว่าการที่ราคามีแนวโน้มที่เป็นขาขึ้นอย่างกับโดนกระทิงขวิดราคาขึ้นไปอย่างรุนแรง จึงเป็นชื่อที่เทรดเดอร์นิยมใช้เรียกกัน ซึ่งตลาด Bull Market (ตลาดกระทิง) มีช่วงระยะถูกแบ่งเป็น 3 ช่วงด้วยกันได้แก่

1. ระยะสะสมหุ้น (Accumulation Phase) เป็นช่วงเริ่มแรกของแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นที่น้อยมาก และเป็นระยะที่เทรดเดอร์จะซื้อหุ้นเก็บไว้ก่อน เนื่องจากหุ้นมีราคาที่ถูกจึงเก็บไว้เก็งกำไรระยะยาว ซึ่งยังมีเทรดเดอร์ที่สับสนและไม่กล้าซื้อหุ้นในช่วงระยะนี้

2. ระยะกักตุนหุ้น (Participation Phase) เป็นช่วงที่เทรดเดอร์หลายๆคนเริ่มที่จะซื้อหุ้นเก็บไว้กว่าในระยะเวลาแรก เพราะว่าพวกเค้ารู้แล้วว่าราคาหุ้นในช่วงนี้เป็นแนวโน้มขาขึ้นจริงๆ

3. ระยะตื่นทอง (Excess Phase) เป็นระยะที่เทรดเดอร์ซื้อหุ้นช่วงนี้กันมากที่สุด เพราะว่าระยะตื่นทองเป็นช่วงที่เป็นแนวโน้มขาขึ้นนานหลายวัน จึงทำให้มีความมั่นใจที่จะซื้อหุ้นกันมากและส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นมากหลายเท่า และจะมีเทรดเดอร์ที่ทยอยขายหุ้นเพื่อทำกำไรในช่วงนี้ด้วยถ้าราคามีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างที่ตั้งใจไว้ และเมื่อเทรดเดอร์คนอื่นๆเริ่มรู้แล้วว่ามีการขายในช่วงนี้มากขึ้นจึงพากันขายตามกันถ้วนหน้า ซึ่งช่วงนี้แหละเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาลง

 

Bear Market (สภาวะตลาดหมี)

ที่เรียกว่า “ตลาดหมี (Bear Market)” ก็เพราะว่าราคาในตอนนั้นมีแนวโน้มขาลงที่เหมือนกับโดนหมีใช้อุ้งมือของมันตบลงมาอย่างรุนแรง ซึ่งจะมีช่วงระยะถูกแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่

1. แจกจ่าย (Distribution Phase) เป็นช่วงที่มีมีการเทขายกันมาก เพราะว่าเทรดเดอร์ที่ซื้อหุ้นจากระยะสะสมหุ้นจนมาถึงระยะตื่นทองนั้นได้กำไรมาพอสมควรแล้ว จึงทำให้เทรดเดอร์ขายเพื่อทำกำไรในช่วงนี้ซะส่วนใหญ่ ซึ่งระยะแจกจ่ายนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาลงเลยก็ว่าได้

2. ระยะตกใจ (Panic Phase) เป็นระยะที่เทรดเดอร์เริ่มจะรู้กันแล้วว่าแนวโน้มนั้นมีการเปลี่ยนแปลง จากแนวโน้มขาขึ้นเป็นแนวโน้มขาลง และพากัน Stop Loss หรือขายหุ้นกันมากกว่าเดิมเพราะคาดการณ์แล้วว่าราคาไม่น่าจะไปต่อไหว

3. ระยะรวบรวมกำลัง (Consolidation Phase) เป็นระยะที่มีแนวโน้มเป็นขาลงยาวนานหลายวันซึ่งช่วงระยะนี้เทรดเดอร์จะพากันขายหุ้นเพื่อทำกำไรหรือหยุดขาดทุนในระยะนี้กันมาก

 

bull market bear market




error: Content is protected !!