Dow Theory คืออะไร

Dow Theory คืออะไร ? สิ่งที่เทรดเดอร์ควรรู้ในตลาด Forex

190

Dow Theory คืออะไร ? สิ่งที่เทรดเดอร์ควรรู้ในตลาด Forex เทรดเดอร์ส่วนใหญในตลาด Forex นั้นเป็นเทรดเดอร์ที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งเป็นแนวทางที่เทรดเดอร์หลายๆคนเลือกใช้ เพราะว่ามีเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณวิเคราะห์ราคาในตลาด Forex ให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นและให้สัญญาณต่างๆในการซื้อขายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะไม่เหมือนกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่จะต้องใช้ข้อมูลที่ค่อนข้างเยอะและใช้เวลานานในการวิเคราะห์ จึงเป็นเหตุผลที่เทรดเดอร์ Forex ส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมใช้ เนื่องจากตลาด Forex นั้นมีความผันผวนสูงมากจึงต้องการสัญญาณในการซื้อขายที่รวดเร็วเพื่อทำกำไร แต่ไม่ว่าแนวทางในการเทรดของคุณจะเป็นอย่างไรคุณก็ต้องผ่านการเรียนรู้และฝึกฝนข้อมูลต่างๆในตลาด Forex ให้มีความรู้ความเข้าใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากน้อยขนาดไหน เพราะเรื่องเล็กน้อยในตลาด Forex อาจจะมีความสำคัญในบางสถานการณ์ที่คุณอาจจะต้องใช้มัน ดังนั้นการที่คุณมีความรู้ไว้ก่อนแต่ไม่ได้ใช้ ย่อมดีกว่าที่ไม่รู้อะไรเลย

ส่วนเนื้อหาของบทความนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากในตลาด Forex ซึ่งรวมถึงในตลาดหุ้นด้วย เพราะสิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ต่อไปนี้เปรียบเสมือนเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ราคาทางเทคนิค (Technical Analysis) รูปแบบต่างๆที่คิดค้นและพัฒนาให้เราได้ใช้นั่นก็คือ ทฤษฎีดาว  “Dow Theory” ซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่ของตลาด Forex และในตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งบทความนี้ผมตะพาเทรดเดอร์ทุกๆท่านไปรู้จักกับ ทฤษฎีดาว (Dow Theory) ที่เค้าว่ากันว่าเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ทางเทคนิค ว่ามันคืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรครับ

ทฤษฎีดาว (Dow Theory) คืออะไร?

ทฤษฎีดาว “Dow Theory” คือ ทฤษฎีหนึ่งที่ว่ากันว่าเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งผู้คิดค้นทฤษฎีนี้มีแนวคิดที่ว่า การขึ้นลงของหุ้นเปรียบดั่งน้ำทะเลที่จะค่อยๆเปลี่ยนแปลงจากช่วงเวลาที่น้ำขึ้นและน้ำลง ถ้าในช่วงที่น้ำขึ้น คลื่นของน้ำทะเลจะมีคลื่นที่แรงขึ้นและสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนในช่วงที่น้ำลง คลื่นของน้ำทะเลในช่วงนี้จะเบาลงและจะมีการลดระดับลงอย่างช้าๆ ซึ่งถ้าเปรียบกับแนวโน้มในตลาด Forex หรือในตลาดหุ้น ก็จะหมายความว่า ระยะทางของราคาจะมีแนวโน้มที่คงที่และไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม เช่น

  • ในแนวโน้มขาขึ้น ระยะทางของราคาจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้นและสูงขึ้นเรื่อยๆ
  • ในแนวโน้มขาลง ระยะทางของราคาของแนวโน้มที่ต่ำลงและตำลงเรื่อยๆ

ผู้คิดค้นทฤษฎีดาว Dow Theory มีนามว่า “Charles Henry Dow” ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ทางการเงินและยังผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ที่ร่วมหุ้นกับ “Edward Jones” และได้ใช้ชื่อของเค้าทั้งสองคนมาตั้งเป็นชื่อของดัชนีตัวแรกที่จะเป็นตัวชี้วัดและวิเคราะห์ตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อว่า “ดัชนีดาวโจนส์” ซึ่งคุณก็ต้องเคยได้ยินชื่อของดัชนีดาวโจนส์นี้อย่างแน่นอน

3 แนวโน้มหลักตามทฤษฎีดาว Dow Theory

1. Primary Trend (แนวโน้มใหญ่)

เป็นแนวโน้มที่มีระยะเวลายาวนา ซึ่งระยะเวลาของแนวโน้มนี้จะกินเวลา 200 วันขึ้นไป หรือบางทีอาจจะเกิดได้ในระยะเวลา 4 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นานมากๆ และในแนวโน้มใหญ่นี้ยังมีแนวโน้มย่อยอีกสองประเภทไดแก่

  • แนวโน้มขาขึ้น จะมีลักษณะที่กราฟราคามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น High ใหม่ ต้องสูงกว่า  High เก่า และ Low ใหม่ ต้องสูงกว่า Low เก่า
  • แนวโน้มขาลง จะมีลักษณะที่กราฟราคาต่ำลงเรื่อยๆ เช่น High ใหม่ ต้องต่ำกว่า High เก่า และ Low ใหม่ ต้องต่ำกว่า Low เก่า

2. intermediate Trend (แนวโน้มรอง)

เป็นแนวโน้มที่มีระยะเวลาปานกลาง  ซึ่งระยะเวลาของแนวโน้มนี้จะกินเวลาเพียงแค่ 3 สัปดาห์ หรืออาจจะกินระยะเวลาหลายเดือน ซึ่งจะคล้ายๆกับแนวโน้มใหญ่ (Primary Trend) แค่แตกต่างกันตรงที่ระยะเวลาน้อยกว่าเท่านั้นเอง

3. Minor Trend (แนวโน้มย่อย)

เป็นแนวโน้มที่มีระยะเวลาน้อยที่สุดหรือเป็นเพียงแนวโน้มสั้นๆ และใช้ระยะเวลาน้อยกว่า 3 สัปดาห์

 

 2 สภาวะหลักที่เกิดขึ้นในทฤษฎีดาว Dow Theory มีอะไรบ้าง?

1. สภาวะตลาดกระทิง (Bull Market)

เทรดเดอร์นิยมเรียกว่า “ตลาดกระทิง Bull Market” ก็เพราะว่าตลาดตอนนั้นมีแนวโน้มขาขึ้นเหมือนกับกระทิงขวิดราคาขึ้นไปอย่างรุนแรง ซึ่งจะมีช่วงระยะถูกแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่

1. ระยะสะสมหุ้น (Accumulation Phase) เป็นช่วงเริ่มแรกของแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นที่น้อยมาก และเป็นระยะที่เทรดเดอร์จะซื้อหุ้นเก็บไว้ก่อน เนื่องจากหุ้นมีราคาที่ถูกจึงเก็บไว้เก็งกำไรระยะยาว ซึ่งยังมีเทรดเดอร์ที่สับสนและไม่กล้าซื้อหุ้นในช่วงระยะนี้

2. ระยะกักตุนหุ้น (Participation Phase) เป็นช่วงที่เทรดเดอร์หลายๆคนเริ่มที่จะซื้อหุ้นเก็บไว้กว่าในระยะเวลาแรก เพราะว่าพวกเค้ารู้แล้วว่าราคาหุ้นในช่วงนี้เป็นแนวโน้มขาขึ้นจริงๆ

3. ระยะตื่นทอง (Excess Phase) เป็นระยะที่เทรดเดอร์ซื้อหุ้นช่วงนี้กันมากที่สุด เพราะว่าระยะตื่นทองเป็นช่วงที่เป็นแนวโน้มขาขึ้นนานหลายวัน จึงทำให้มีความมั่นใจที่จะซื้อหุ้นกันมากและส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นมากหลายเท่า และจะมีเทรดเดอร์ที่ทยอยขายหุ้นเพื่อทำกำไรในช่วงนี้ด้วยถ้าราคามีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างที่ตั้งใจไว้ และเมื่อเทรดเดอร์คนอื่นๆเริ่มรู้แล้วว่ามีการขายในช่วงนี้มากขึ้นจึงพากันขายตามกันถ้วนหน้า ซึ่งช่วงนี้แหละเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาลง

 

2. สภาวะตลาดหมี (Bear Market)

ที่เรียกว่า “ตลาดหมี (Bear Market)” ก็เพราะว่าราคาในตอนนั้นมีแนวโน้มขาลงที่เหมือนกับโดนหมีใช้อุ้งมือของมันตบลงมาอย่างรุนแรง ซึ่งจะมีช่วงระยะถูกแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่

1. ระยะแจกจ่าย (Distribution Phase) เป็นช่วงที่มีมีการเทขายกันมาก เพราะว่าเทรดเดอร์ที่ซื้อหุ้นจากระยะสะสมหุ้นจนมาถึงระยะตื่นทองนั้นได้กำไรมาพอสมควรแล้ว จึงทำให้เทรดเดอร์ขายเพื่อทำกำไรในช่วงนี้ซะส่วนใหญ่ ซึ่งระยะแจกจ่ายนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาลงเลยก็ว่าได้

2. ระยะตกใจ (Panic Phase) เป็นระยะที่เทรดเดอร์เริ่มจะรู้กันแล้วว่าแนวโน้มนั้นมีการเปลี่ยนแปลง จากแนวโน้มขาขึ้นเป็นแนวโน้มขาลง และพากัน Stop Loss หรือขายหุ้นกันมากกว่าเดิมเพราะคาดการณ์แล้วว่าราคาไม่น่าจะไปต่อไหว

3. ระยะรวบรวมกำลัง (Consolidation Phase) เป็นระยะที่มีแนวโน้มเป็นขาลงยาวนานหลายวันซึ่งช่วงระยะนี้เทรดเดอร์จะพากันขายหุ้นเพื่อทำกำไรหรือหยุดขาดทุนในระยะนี้กันมาก




error: Content is protected !!